วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

คนอื่นเห็นผี...แต่ผมไม่เห็น

 




คนอื่นเห็นผี...แต่ผมไม่เห็น

หากพูดถึงเรื่องผี หลายคนอาจคิดว่าผู้ที่กลัวผีมักจะเป็นคนที่มีโอกาสเจอผีมากที่สุด แต่ประสบการณ์ของผมกลับตรงกันข้ามอย่างน่าประหลาด เพราะแม้จะเป็นคนกลัวผีมาตั้งแต่เด็ก แต่ตลอดชีวิตกลับไม่เคยเห็นผีด้วยตาของตัวเองเลย
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งผมยังเป็นสามเณรอยู่ที่วัดศรัทธาราม (หนองหว้า) อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ช่วงนั้นผมกลัวผีเสียจนแทบจะใช้ชีวิตในเวลากลางคืนไม่ได้ พอตกค่ำก็ไม่กล้านอนคนเดียว ต้องอาศัยเวียนไปขอนอนตามกุฏิพระอาจารย์รูปต่าง ๆ อยู่หลายคืน นึกย้อนกลับไปก็รู้สึกทั้งขำและน่าสงสารตัวเองไม่น้อย
หลวงพ่อเจ้าอาวาสเห็นว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้คงไม่เป็นผลดี จึงเมตตาให้ผมย้ายไปนอนที่หอสวดมนต์ ซึ่งท่านมีห้องพักส่วนตัวอยู่ด้านใน ส่วนผมปูนอนอยู่ด้านนอก และให้เด็กชายวัยไล่เลี่ยกันมานอนเป็นเพื่อน เพื่อให้คลายความหวาดกลัว
คืนแรก ๆ ทุกอย่างก็ดูปกติดี
แต่แล้วคืนหนึ่ง ในยามดึกที่ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งวัด เด็กชายที่นอนอยู่มุมหนึ่งของหอสวดมนต์ก็ลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเรียกผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เณร...เณร...ขอไปนอนข้าง ๆ ด้วยคน"
ผมสะดุ้งตื่นแล้วถามว่า
"เป็นอะไรหรือ"
เด็กชายตอบพร้อมกับชี้มือไปยังมุมมืดของศาลาสวดมนต์
"ผมเห็นคนห่มผ้าขาวยืนอยู่ตรงโน้น..."
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น เลือดในกายของผมแทบจะเย็นเฉียบ แม้ผมจะเพ่งมองไปตามทิศทางที่เขาชี้อยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่เห็นอะไรเลย นอกจากความมืดและเงาของเสาไม้ที่ทอดยาวจากแสงจันทร์
คืนนั้นแทบไม่มีใครหลับสนิท
ส่วนผมซึ่งเดิมก็นอนแบบหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะความกลัวอยู่แล้ว ยิ่งหวาดระแวงหนักกว่าเดิม ทุกครั้งที่ลมพัดจนใบไม้เสียดสีกัน หรือได้ยินเสียงไม้ลั่นจากตัวอาคารเก่า ก็อดคิดไม่ได้ว่ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบตัว
แต่ที่น่าแปลกก็คือ...
เด็กชายคนนั้นยืนยันว่าเขาเห็นชัดเจน
ขณะที่ผมกลับไม่เห็นอะไรเลย
นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า คนเราจะเห็นสิ่งลี้ลับเหมือนกันทุกคนหรือไม่ หรือการรับรู้เรื่องเหนือธรรมชาตินั้นขึ้นอยู่กับบุญกรรม วาสนา หรือจิตของแต่ละคน
เมื่อเห็นว่าผมยังคงหวาดกลัวอย่างหนัก หลวงพ่อเจ้าอาวาสจึงปรึกษากับครอบครัวของผม และตัดสินใจพาผมไปฝากไว้ที่วัดโพธาราม อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
วัดแห่งนี้แตกต่างจากวัดเดิมอยู่ประการหนึ่ง คือไม่มีเมรุเผาศพ จึงไม่มีบรรยากาศอันชวนหวาดหวั่นเหมือนวัดที่ผมเคยอยู่
นอกจากนั้น ชีวิตประจำวันของผมก็เต็มไปด้วยการศึกษา ทั้งนักธรรมสนามหลวง บาลีสนามหลวง และยังมีการเรียนภาษาอังกฤษภายในวัดอีกด้วย ทำให้แต่ละวันหมดไปกับการเรียน การท่องหนังสือ และการทำกิจของสงฆ์
ที่สำคัญ วัดโพธารามมีสามเณรอยู่ร่วมกันกว่าร้อยรูป
เมื่อมีเพื่อนมากมาย ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้หัวเราะ พูดคุย และเรียนหนังสือ ความกลัวผีที่เคยฝังลึกอยู่ในใจจึงค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อย จนในที่สุดแทบไม่เหลือเลย
เมื่อนึกย้อนกลับไป ผมพบข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ แม้จะเคยอยู่วัดที่มีเมรุเผาศพ เคยนอนในสถานที่ซึ่งหลายคนเล่าขานว่ามีเรื่องลี้ลับ เคยได้ยินคนอื่นยืนยันว่าเห็นผีต่อหน้าต่อตา แต่ตัวผมเองกลับไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
บางที...
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ "ผี"
แต่เป็น "ความกลัว" ที่จิตใจของเราสร้างขึ้นต่างหาก
เพราะเมื่อใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แม้เพียงเสียงลม เสียงไม้ลั่น หรือเงาที่ทอดผ่านแสงจันทร์ ก็อาจกลายเป็นภาพของสิ่งลี้ลับได้
และนั่นคือบทเรียนสำคัญที่ผมได้รับจากวัยเยาว์ว่า
คนอื่นอาจเห็นผี...แต่ผมกลับเห็นเพียงความกลัวในใจของตัวเองเท่านั้น
=========================

สำหรับท่านที่สนใจหนังสือที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่ของสำนักพิมพ์ทองใบ

ที่วางจำหน่ายที่ Meb Market

สามารถคลิกเข้าเยี่ยมชมและเลือกซื้อหนังสือในร้านได้เลยครับ



#สิ่งลี้ลับในซากเรือหลวงธนบุรี...วิญญาณแห่งวีรชนยังเฝ้าเรืออยู่หรือไม่?

 




สิ่งลี้ลับในซากเรือหลวงธนบุรี...วิญญาณแห่งวีรชนยังเฝ้าเรืออยู่หรือไม่?

ในโลกของ "สายมู" เชื่อกันว่า สถานที่ใดที่เคยมีเหตุการณ์สูญเสียชีวิตจำนวนมาก ย่อมมีพลังงานบางอย่างหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะสถานที่ที่เจ้าของชีวิตจากไปพร้อมกับความเสียสละและหน้าที่อันยิ่งใหญ่

หนึ่งในสถานที่ที่มักถูกกล่าวขานกันอยู่เสมอ คือ ซากเรือหลวงธนบุรี ที่จัดแสดงอยู่ภายในโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ

เรือรบลำนี้มิใช่เพียงเศษเหล็กเก่า หากแต่เป็นอนุสรณ์แห่งการเสียสละของทหารเรือไทยใน ยุทธนาวีเกาะช้าง เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 ซึ่งถือเป็นการรบทางเรือครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย อันเกิดจากกรณีพิพาทอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส

ในการรบครั้งนั้น เรือหลวงธนบุรีได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก่อนจะถูกลากมาเกยตื้นที่อ่าวแหลมงอบ จังหวัดตราด ขณะที่เรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรีก็ถูกจมลงเช่นกัน แม้กองเรือฝรั่งเศสจะถอนกำลังกลับ แต่ประเทศไทยต้องสูญเสียทหารเรือถึง 31 นาย

ผู้ที่เสียชีวิตรวมถึงผู้บังคับการเรือ นาวาโท หลวงพร้อมวีรพันธุ์ ซึ่งจากไปพร้อมกับเรือและลูกน้องของตน ถือเป็นวีรกรรมที่ทหารเรือไทยยังคงรำลึกถึงมาจนทุกวันนี้

ภายหลังสงคราม ซากส่วนหนึ่งของเรือหลวงธนบุรีถูกนำมาประดิษฐานไว้ภายในโรงเรียนนายเรือ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งเกียรติยศของเหล่าวีรชน และทุกวันที่ 17 มกราคมของทุกปี จะมีพิธีวางพวงมาลาและพิธีสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตในยุทธนาวีเกาะช้าง

เรื่องเล่าที่ไม่มีคำอธิบาย

เมื่อผมได้รับราชการเป็นอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ ฝ่ายศึกษา โรงเรียนนายเรือ ผมเดินผ่านซากเรือหลวงธนบุรีแทบทุกวัน

สำหรับผม มันเป็นเพียงอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สงบนิ่ง ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ไม่มีเสียงประหลาด ไม่มีเงาลึกลับ และไม่เคยประสบเหตุการณ์เหนือธรรมชาติด้วยตนเอง

แต่สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มสนใจ กลับเป็นเรื่องเล่าที่ได้ยินจากหลายฝ่ายตรงกัน

ในช่วงวันหยุด บุตรหลานของข้าราชการซึ่งอาศัยอยู่ภายในโรงเรียนนายเรือ มักวิ่งเล่นกันตามประสาเด็ก หลายครั้งเด็กบางคนปีนขึ้นไปเล่นภายในซากเรือหลวงธนบุรี

หลังจากลงมาจากเรือ เด็กบางคนกลับมีอาการผิดปกติอย่างน่าประหลาด บางคนร้องไห้ไม่หยุด บางคนมีไข้สูงเฉียบพลัน บางคนละเมอ พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือมีอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังร่าเริงเป็นปกติ

ผู้ปกครองบางรายต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่ก็มีหลายครอบครัวที่เลือกให้พระสงฆ์รดน้ำมนต์ หรือประกอบพิธีตามความเชื่อ เมื่อผ่านไปไม่นาน อาการเหล่านั้นก็ค่อย ๆ หายเป็นปกติ

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง จนกลายเป็นเรื่องเล่าที่รู้กันในหมู่ผู้ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ภายในโรงเรียนนายเรือ

พลังแห่งความผูกพัน

ผู้ที่ศรัทธาในเรื่องพลังงานหรือสิ่งเร้นลับ มักเชื่อว่า วิญญาณของผู้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะผู้ที่จากไปขณะปฏิบัติหน้าที่ อาจยังคงผูกพันกับสถานที่หรือสิ่งของที่ตนรัก

เรือหลวงธนบุรีมิใช่เพียงยุทโธปกรณ์ แต่เปรียบเสมือนบ้านหลังสุดท้ายของลูกเรือหลายสิบนาย เป็นสถานที่ที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่จนวาระสุดท้ายของชีวิต

จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนจะเชื่อว่า ดวงวิญญาณของวีรชนบางนายอาจยังคงเฝ้าเรือลำนี้อยู่ เพื่อปกป้องเกียรติยศของราชนาวีไทย

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่...

ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านซากเรือหลวงธนบุรี สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความรู้สึกสงบนิ่งและความเคารพต่อผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดิน

บางที สิ่งลี้ลับที่แท้จริง อาจไม่ใช่วิญญาณที่มองไม่เห็น

แต่อาจเป็น "จิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรักชาติ" ที่ยังคงสถิตอยู่กับเรือหลวงธนบุรีตราบจนทุกวันนี้ และเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยยังคงจัดพิธีรำลึกถึงวีรชนแห่งยุทธนาวีเกาะช้างในทุกวันที่ 17 มกราคม เพื่อให้เรื่องราวของพวกเขาไม่มีวันเลือนหายไปจากประวัติศาสตร์ไทย.


===========================

สำหรับท่านที่สนใจหนังสือที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่ของสำนักพิมพ์ทองใบ

ที่วางจำหน่ายที่ Meb Market

สามารถคลิกเข้าเยี่ยมชมและเลือกซื้อหนังสือในร้านได้เลยครับ





#สิ่งลี้ลับในโรงเรียนนายเรือ เรื่องเล่าที่ผมไม่มีวันลืม

 



สิ่งลี้ลับในโรงเรียนนายเรือ

เรื่องเล่าที่ผมไม่มีวันลืม
================
หลายคนอาจคิดว่า เรื่องสิ่งลี้ลับมักเกิดขึ้นตามวัดร้าง ป่าช้า หรือสถานที่เปลี่ยว แต่จากประสบการณ์ของผมแล้ว แม้แต่สถานศึกษาทางทหารอันทรงเกียรติอย่าง โรงเรียนนายเรือ ก็ยังมีเรื่องราวที่อธิบายได้ยาก และยังคงถูกเล่าขานกันในหมู่ผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์
เมื่อครั้งที่ผมรับราชการเป็นอาจารย์ประจำโรงเรียนนายเรือ นอกจากภารกิจด้านการเรียนการสอนแล้ว ผมยังได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เลขานุการชมรมพุทธศาสน์ของโรงเรียนนายเรือ และในหลายโอกาสก็ทำหน้าที่พิธีกรแทนอนุศาสนาจารย์ในการประกอบพิธีทางศาสนา
ตำแหน่งนี้ทำให้ผมมีโอกาสได้สัมผัสทั้งเรื่องของพระพุทธศาสนา ความเชื่อ และเหตุการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในสถาบันแห่งนี้
ในบริเวณด้านหนึ่งของโรงเรียนนายเรือ ซึ่งติดกับพื้นที่โรงงานเอกชน เดิมเคยเป็นที่ตั้งของหอพักนักเรียนนายเรือ ต่อมาผู้บังคับบัญชามีดำริให้อัญเชิญ อนุสาวรีย์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มาประดิษฐานในบริเวณใกล้หอพัก เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสิริมงคลแก่กำลังพล
ทุกอย่างดูเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
แต่หลังจากติดตั้งอนุสาวรีย์ได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความประหลาดใจแก่หลายคน
เรือสินค้าที่แล่นผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดอุบัติเหตุพุ่งเข้าชนกำแพงริมน้ำของโรงเรียนนายเรือหลายครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแทบไม่เคยเกิดเหตุเช่นนี้
ทุกครั้งที่เกิดเหตุ โรงเรียนนายเรือต้องดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากเจ้าของเรือ เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลแก่ผู้บังคับบัญชา เพราะไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันจึงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
เมื่อมีการปรารภเรื่องนี้ขึ้น ผมในฐานะเลขานุการชมรมพุทธศาสน์ จึงได้รับมอบหมายให้ไปหารือกับผู้ที่มีความรู้ด้านจิตวิญญาณท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นนายแพทย์และเปิดคลินิกอยู่บริเวณตลาดปากน้ำ หน้าวัดพิชัยสงคราม
หลังจากรับฟังรายละเอียด ท่านได้ให้ความเห็นตามความเชื่อส่วนบุคคลว่า
กรมหลวงชุมพรฯ ไม่น่าจะทรงโปรดที่ประดิษฐานพระอนุสาวรีย์ไว้ห่างจากพระราชบิดา จึงควรอัญเชิญไปประดิษฐานไว้เคียงข้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ความคิดเห็นดังกล่าวถูกนำเรียนผู้บังคับบัญชา
ในที่สุด จึงมีคำสั่งให้ย้ายอนุสาวรีย์ของกรมหลวงชุมพรฯ จากตำแหน่งเดิม ไปประดิษฐานอยู่ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
น่าแปลกที่หลังจากการย้ายครั้งนั้น เหตุการณ์เรือสินค้าพุ่งชนกำแพงริมน้ำของโรงเรียนนายเรือก็ไม่เกิดขึ้นอีก อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาที่ผมยังรับราชการอยู่ จนกระทั่งเกษียณในปี พ.ศ. ๒๕๕๑
แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้อาจอธิบายได้หลายแง่มุม บางท่านอาจมองว่าเป็นเพียงความบังเอิญ บางท่านอาจอธิบายด้วยหลักการเดินเรือ กระแสน้ำ หรือปัจจัยด้านวิศวกรรม
แต่อีกหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เลือกมองว่าเป็นเรื่องของความผูกพัน ความเคารพ และพลังแห่งความกตัญญูที่มีต่อพระราชบิดา
สำหรับผม เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้เชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติเพิ่มขึ้น หากแต่ทำให้ตระหนักว่า โลกของเรายังมีหลายเรื่องที่มนุษย์อาจอธิบายได้ไม่ครบถ้วน
บางเรื่องอาศัยเหตุผล...
บางเรื่องอาศัยประสบการณ์...
และบางเรื่องก็เป็น "ความเชื่อ" ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
ผมจึงมักบอกกับผู้ที่สนใจเรื่องลี้ลับอยู่เสมอว่า
"ศรัทธาเป็นสิ่งงดงาม หากตั้งอยู่บนพื้นฐานของสติ ปัญญา และความเคารพต่อผู้อื่น"
ไม่ว่าจะเชื่อในสิ่งลี้ลับมากน้อยเพียงใด สิ่งที่คุ้มครองชีวิตได้ดีที่สุด ยังคงเป็นการทำความดี ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และดำรงตนอยู่ในศีลธรรม เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิริมงคลที่ติดตัวเราได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะอยู่บนบก กลางทะเล หรือที่ใดในโลก.

========================

สำหรับท่านที่สนใจหนังสือที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่ของ สำนักพิมพ์ทองใบ ที่วางจำหน่ายที่ Meb Market

สามารถคลิกเข้าเยี่ยมชมและเลือกซื้อหนังสือในร้านได้เลยครับ




#ผีมีอยู่ทุกประเทศหรือไม่? ประสบการณ์จากวัดไทยริมทะเลบอลติก ประเทศสวีเดน

 




ผี...มีอยู่ทุกประเทศหรือไม่?

ประสบการณ์จากวัดไทยริมทะเลบอลติก ประเทศสวีเดน
=========================
เมื่อพูดถึงเรื่อง "ผี" หลายคนอาจนึกว่าเป็นเรื่องเล่าเฉพาะของคนไทยหรือประเทศในแถบเอเชีย แต่เมื่อมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ผมจึงได้เรียนรู้ว่า เรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณ สิ่งลี้ลับ และภูตผีนั้น มีอยู่แทบทุกวัฒนธรรมของโลก เพียงแต่เรียกชื่อและอธิบายแตกต่างกันไป
ครั้งหนึ่งในสมัยที่ผมรับราชการอยู่ในกองทัพเรือ ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปจัดซื้อเครื่องจักรและเครื่องพิมพ์ที่ประเทศสวีเดนหลายครั้ง
ทุกครั้งที่ไป ผมมักมีโอกาสไปพักแรมที่วัดไทยแห่งหนึ่งในประเทศสวีเดน เพราะคุ้นเคยกับพระอาจารย์เจ้าอาวาสมาตั้งแต่ครั้งที่ท่านเดินทางกลับมาเยี่ยมประเทศไทย
วัดไทยแห่งนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์ อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลบอลติก อากาศเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้
ยามค่ำคืน โดยเฉพาะคืนเดือนหงาย ผมพักอยู่ในห้องรับรองสำหรับแขก เมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไป จะเห็นพื้นดินปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน สะท้อนแสงจันทร์ราวกับแผ่นเงิน
บางคืนมีกระต่ายป่าออกมากระโดดเล่นบนหิมะ กวางเดินผ่านอย่างสงบ รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดที่ออกมาหากินในยามค่ำคืน เป็นภาพที่สวยงามจนยากจะลืม
แต่ถึงบรรยากาศจะงดงามเพียงใด ผมกลับสารภาพตรงๆ ว่า...
ผมเป็นคนกลัวผีมาตั้งแต่เด็ก
ก่อนจะหลับในแต่ละคืน ผมจึงต้องสวดมนต์และภาวนาพระคาถาคุ้มครองหลายบทเป็นพิเศษ เพื่อให้ใจสงบและนอนหลับได้อย่างสบายใจ
สาเหตุสำคัญก็มาจากบทสนทนากับท่านเจ้าอาวาสก่อนหน้านั้น
ผมถามท่านตรงๆ ด้วยความสงสัยว่า
"หลวงพ่อครับ...ที่วัดนี้มีผีไหมครับ"
ท่านยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนตอบสั้นๆ ว่า
"มีสิ..."
ผมถึงกับชะงัก แล้วรีบถามต่อ
"แล้วหลวงพ่อทำอย่างไรครับ"
ท่านตอบอย่างเรียบง่ายว่า
"อาตมาต้องเสกทรายซัดไล่พวกมันอยู่เป็นประจำ"
คำตอบของท่านทำให้ผมทั้งแปลกใจ ทั้งอดอมยิ้มไม่ได้
เพราะเดิมทีผมเคยเข้าใจว่า เรื่องผีเป็นความเชื่อของคนไทยเท่านั้น แต่เมื่อได้เดินทางไปหลายประเทศ จึงพบว่าแทบทุกศาสนาและทุกวัฒนธรรมต่างก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็น
ในศาสนาคริสต์ เรามักเห็นภาพนักบวชใช้ไม้กางเขนประกอบพิธีขับไล่วิญญาณร้าย ซึ่งปรากฏอยู่ทั้งในประวัติศาสตร์และวรรณกรรมทางศาสนา
ส่วนในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในสายวิชาอาคมของไทย ก็มีการใช้น้ำพระพุทธมนต์ การบริกรรมพระคาถา หรือการเสกทรายและเสกข้าวสารเพื่อประกอบพิธีตามความเชื่อพื้นบ้านในการปัดเป่าสิ่งอัปมงคล
แม้วิธีการจะต่างกัน แต่จุดมุ่งหมายกลับคล้ายคลึงกัน คือการสร้างความมั่นใจ ความสงบทางใจ และการอาศัยศรัทธาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเมื่อเผชิญกับสิ่งที่มนุษย์อธิบายไม่ได้
เมื่อเวลาผ่านไป ผมจึงได้ข้อคิดว่า...
ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนสวีเดน หรือผู้คนในซีกโลกใด มนุษย์ต่างก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับของตนเอง เพราะความตาย ความคิดถึงผู้จากไป และความหวังที่จะได้รับการคุ้มครอง เป็นประสบการณ์ร่วมของผู้คนทุกวัฒนธรรม
สำหรับผมแล้ว ทุกครั้งที่เดินทางไกล ไม่ว่าจะอยู่เมืองไทยหรืออยู่ต่างประเทศ สิ่งที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจที่สุด ไม่ใช่เพราะมีเครื่องรางหรือพระคาถาเพียงอย่างเดียว แต่คือการระลึกถึงพระรัตนตรัย การตั้งมั่นในความดี และการมีสติอยู่กับปัจจุบัน
เพราะเมื่อใจมีที่พึ่ง ความหวาดกลัวก็เบาบางลง
และบางครั้ง...สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ "ผี" หากเป็นความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นภายในใจของเราเอง
ส่วนเรื่องผีจะมีจริงหรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องของประสบการณ์ ความเชื่อ และวิจารณญาณของแต่ละคน ซึ่งควรรับฟังกันด้วยความเคารพในความแตกต่าง และไม่ลืมใช้เหตุผลควบคู่กับศรัทธาเสมอ
========================

สำหรับท่านที่สนใจหนังสือที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่ของ

สำนักพิมพ์ทองใบ ที่วางจำหน่ายที่ Meb Market

สามารถคลิกเข้าเยี่ยมชมและเลือกซื้อหนังสือในร้านได้เลยครับ





#ผีปอบเข้าคน ความทรงจำในวัยเด็กที่บ้านธารามะกอก

 



ผีปอบเข้าคน

ความทรงจำในวัยเด็กที่บ้านธารามะกอก
=======================
เมื่อกล่าวถึงเรื่อง "ผีปอบ" หลายคนอาจนึกถึงนิทานพื้นบ้านหรือภาพยนตร์สยองขวัญ แต่สำหรับคนรุ่นผมที่เติบโตในชนบทเมื่อกว่าหกสิบปีก่อน เรื่องผีปอบไม่ใช่เพียงนิทาน หากเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน
สมัยผมเป็นเด็ก อาศัยอยู่ที่ หมู่บ้านธารามะกอก เดิมขึ้นกับอำเภอบรรพตพิสัย ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ เรื่อง "ผีปอบเข้าคน" เกิดขึ้นให้ได้ยินอยู่เป็นประจำ จนแทบกลายเป็นเรื่องปกติของหมู่บ้าน
ทุกครั้งที่มีข่าวว่ามีคนถูกผีปอบเข้า เด็กๆ อย่างพวกเราจะพากันวิ่งตามผู้ใหญ่ไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้ในใจจะหวาดกลัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะไปยืนแอบอยู่หลังผู้ใหญ่ คอยมองเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้น
จากที่ผมพบเห็น ผู้ที่เชื่อว่าถูกผีปอบเข้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แม้แต่พี่สาวของผมเองก็เคยมีอาการจนชาวบ้านเชื่อว่าถูกผีปอบเข้าสิง
อาการที่ผู้ใหญ่ในสมัยนั้นมักบอกว่าเป็นลักษณะของคนถูกผีเข้า ได้แก่ ไม่กล้าสบตาผู้อื่น หลบหน้าหลบตา พูดจาเปลี่ยนไป บางครั้งพูดเป็นภาษาปกติ บางครั้งพูดด้วยถ้อยคำหรือสำเนียงที่คนรอบข้างไม่คุ้นเคย แต่ยังสามารถสื่อสารโต้ตอบได้
เมื่อเกิดเหตุขึ้น ชาวบ้านจะรีบไปเชิญหมอผี ซึ่งบางครั้งเป็นชาวบ้านผู้มีวิชาอาคม บางครั้งก็เป็นพระสงฆ์ที่ได้รับความนับถือในด้านการปราบสิ่งลี้ลับ
เมื่อหมอผีมาถึง ก็จะจัดเตรียมน้ำมนต์ แล้วให้ช่วยจับผู้ที่เชื่อว่าถูกผีเข้าสิง ผูกข้อมือทั้งสองข้างและข้อเท้าทั้งสองข้างไว้ เพื่อไม่ให้ดิ้นหรือทำอันตรายตนเอง จากนั้นจึงเริ่มพิธีขับผี
หมอผีจะสวดคาถา พร้อมพรมน้ำมนต์ และเริ่มซักถามผู้ที่ถูกผีเข้า
"มาจากไหน"
"ชื่ออะไร"
"มากับใคร"
"เข้าร่างนี้ทำไม"
สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับเด็กอย่างพวกเราคือ ผู้ที่ถูกผีเข้าสามารถตอบคำถามได้ราวกับเป็นคนอีกคนหนึ่ง บางครั้งตอบด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปจากเดิม จนทำให้คนดูขนลุกไปตามๆ กัน
หากผีไม่ยอมออก หมอผีจะนำต้นข่าที่ปลุกเสกด้วยคาถามาแตะหรือตีเบาๆ ตามแขนและลำตัว พร้อมบริกรรมคาถาไปด้วย
ผู้ที่ถูกผีเข้าจะร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด พลางร้องว่า
"จะออกแล้ว... จะออกแล้ว..."
ภาพเหล่านี้ยังติดตาผมมาจนถึงทุกวันนี้
สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านถือเป็นสัญญาณว่าผีกำลังจะออกจากร่าง คือ ผู้ที่ถูกผีเข้าจะลุกขึ้นเดินออกไปปัสสาวะนอกชานบ้านเสียก่อน เพราะในสมัยนั้นตามชนบทยังไม่มีห้องน้ำอย่างทุกวันนี้
เมื่อกลับเข้ามา อาการต่างๆ ก็จะค่อยๆ สงบลง
หลังพิธีเสร็จสิ้น หากถามผู้ที่เพิ่งฟื้นตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าตัวมักตอบด้วยความมึนงงว่าไม่รู้เรื่องเลย จำอะไรไม่ได้ และไม่ทราบว่าตนเองพูดหรือทำอะไรไปบ้าง
เหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้แม่น คือ มีผู้ที่ชาวบ้านเชื่อว่าถูกผีปอบเข้าสิง พูดเล่าว่าตนมาจาก บ้านมาบมะขาม ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราหลายสิบกิโลเมตร
ผีปอบเล่าว่า เดินทางมาโดยอาศัยคนหาบผัก หาบฟัก หาบแฟง หาบแตงกวา มาแลกข้าวสารตามหมู่บ้านต่างๆ
ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงก็คือ ผีปอบระบุชื่อหญิงคนหาบได้ตรงกับความเป็นจริงว่า ชื่อ "อีดีด"
ผู้ใหญ่หลายคนรู้จักหญิงผู้นั้น จึงพากันฮือฮาว่าเป็นเรื่องจริง
เมื่อหมอผีถามต่อว่าเหตุใดจึงยังไม่ไปเกิด ผีปอบตอบว่า
"เมื่อตายแล้ว พ่อแม่ยังเรียกให้มากินข้าวทุกวัน จึงไม่ยอมไปเกิด ยังวนเวียนอยู่กับบ้านพ่อแม่"
คำตอบนี้ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนเชื่อว่า การร้องเรียกหรืออาลัยผู้ตายมากเกินไป อาจเป็นเหตุให้ดวงวิญญาณยังผูกพัน ไม่สามารถจากไปได้ ซึ่งเป็นคติความเชื่อที่เล่าสืบต่อกันมาในชนบทไทย
ปัจจุบัน เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์เหล่านี้อาจมีคำอธิบายในมุมมองที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านความเชื่อ วัฒนธรรมพื้นบ้าน จิตวิทยา หรือการแพทย์ แต่สำหรับเด็กคนหนึ่งในวันนั้น ภาพการขับผีปอบ เสียงสวดคาถา เสียงร้องของผู้ถูกผีเข้า และบรรยากาศยามค่ำคืนในหมู่บ้านชนบท ล้วนเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม
ไม่ว่าผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องผีปอบ เหตุการณ์เหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา ความเชื่อ และวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจในบริบทของยุคสมัยนั้น
====================

สำหรับท่านที่สนใจหนังสือที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่ของ สำนักพิมพ์ทองใบ ที่วางจำหน่ายที่ Meb Market

สามารถคลิกเข้าเยี่ยมชมและเลือกซื้อหนังสือในร้านได้เลยครับ





#แปลกแต่จริง...จากคนที่กลัวผีที่สุด กลับต้องเจอเรื่องผีด้วยตัวเอง

 



แปลกแต่จริง...จากคนที่กลัวผีที่สุด กลับต้องเจอเรื่องผีด้วยตัวเอง

หลายคนอาจไม่เชื่อว่า ผมเป็นคน "กลัวผี" มาตั้งแต่เด็ก
ความกลัวนั้นไม่ได้เกิดจากการดูหนังผี แต่เกิดจากการเติบโตในชนบท ที่หมู่บ้านธารามะกอก ตำบลหัวดง อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งในสมัยนั้นมักมีข่าว "ผีปอบเข้า" ชาวบ้านอยู่เป็นประจำ
เมื่อมีคนถูกผีเข้า ก็จะพากันไปตามหมอผีมาทำพิธีขับไล่ สิ่งเหล่านี้ฝังอยู่ในความทรงจำของเด็กคนหนึ่ง จนกลายเป็นความหวาดกลัวที่ติดตัวมานาน
ต่อมา เมื่ออายุได้ 12 ปี ผมบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดหนองหว้า อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์
วัดแห่งนั้นมีเมรุเผาศพแบบกองฟอน เผากลางแจ้ง ทุกครั้งที่มีศพมาเผา ผมรู้สึกหวาดหวั่นจนไม่กล้านอนคนเดียว
สมัยนั้นพระภิกษุปฏิบัติตามวินัยบัญญัติที่ห้ามไม่ให้พระนอนในที่มุงบังเดียวกับอนุปปสัมบัน คือสามเณรหรือโยมผู้ชาย จะมานอนร่วมกุฏิได้ไม่เกิน 3 คืน ผมจึงต้องใช้วิธีเวียนนอนกับพระแต่ละรูปอยู่ตลอดช่วงที่บวช เพราะความกลัวผีเอาชนะใจตัวเองไม่ได้
ภายหลังเมื่อย้ายไปอยู่วัดอื่น เช่น วัดโพธาราม จังหวัดนครสวรรค์ และวัดมหรรณพาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่มีเมรุเผาศพ ความกลัวก็ค่อย ๆ ลดลง
แต่ก็ไม่ได้หายไปเสียทีเดียว
เมื่อเป็นพระอาจารย์ไปสอนหนังสืออยู่โรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรุงทอง ในช่วงปี พ.ศ. 2516–2517 ห้องพักของผมอยู่ใกล้ศาลาสวดศพ ซึ่งมีศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่เป็นประจำ
กลางคืนผมยังต้องให้ลูกศิษย์วัดมานอนห้องข้าง ๆ เพื่อให้รู้สึกอุ่นใจ
จนกระทั่งมีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมไม่มีวันลืม...
วันนั้นผมพานักเรียนไปงานบุญที่บ้านเกาะสมอ ระหว่างทางมีนักเรียนหญิงคนหนึ่งเข้าไปปัสสาวะในอุโมงค์ลอดใต้ถนนหลวง
หลังจากออกมาได้ไม่นาน เธอก็มีอาการผิดปกติ ตาขวาง พูดไม่เป็นภาษาเดิม คล้ายคนถูกผีเข้า
ผมพยายามนึกคาถาต่าง ๆ ที่เคยเรียนมา ภาวนาช่วยเต็มกำลัง แต่ไม่สามารถทำให้อาการสงบลงได้
โชคดีที่มีชาวบ้านมาพบคณะของเรา และแนะนำให้ไปหาหมอผีที่มีชื่อเสียงในละแวกนั้น
เมื่อไปถึง หมอผีทำพิธีเสกคาถาและรดน้ำมนต์อยู่ไม่นาน อาการของนักเรียนหญิงก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ
เหตุการณ์วันนั้น ทำให้ผมไม่อาจอธิบายทุกอย่างด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว
หลายปีผ่านไป...
หลังจากลาสิกขาและเข้ารับราชการในกองทัพเรือ ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดอีกครั้ง
มีผู้หญิงโทรศัพท์เล่าว่าน้องสาวของเธอเป็นข้าราชการที่ไปทำงานอยู่ที่ภาคเหนืถูกผีเข้า และเธอได้พาน้องสาวไปให้หมอผีไล่แต่ก็ไม่ไม่มีใครสามารถไล่ผีออกได้ หมอผีคนสุดท้ายบอกชื่อของผมพร้อมเบอร์โทรศัพท์บอกว่า "คนนี้เท่านั้นที่จะขับผีรายนี้ออกได้" ผมจึงขอโทรศัพท์กับหญิงที่ถูกผีเข้านั้น
ทันทีที่รับสาย เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงหญิงชราทักว่า
"ท่านมหาเทพ...สบายดีหรือ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน"
ผมงงมากที่ถูกเรียกว่า "มหาเทพ" แต่ก็"ได้ทีขี่แพะ" เอาคำที่พระอุปัชฌาย์ใช้สั่งนาคก่อนอุปสมบท ซึ่งเรียกว่า "คาถาขับนาค" มาขับไล่ผีรายนี้ที่ว่า"
"คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ"
ผมบอกให้ผู้ที่อยู่ปลายสายกล่าวตามทีละคำ
เมื่อเธอกล่าวถึงคำสุดท้ายว่า "ติฏฐาหิ"
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมขนลุกจนทุกวันนี้
เสียงผู้หญิงที่พูดอยู่เมื่อครู่(เสียงเป็นหญิงชรา) กลับเปลี่ยนเป็นเสียงของหญิงสาวทันที แล้วพูดขึ้นว่า
"กูมายืนพูดโทรศัพท์ตรงนี้ได้อย่างไรวะนี่"
จากนั้นก็ได้ยินเสียงวางหูโทรศัพท์ดัง "กึก"
เหตุการณ์ครั้งนั้น ผมไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากอะไร
เป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก...
เป็นอาการทางจิต...
หรือเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้...
ผมไม่ขอฟันธง
เพียงแต่ยืนยันว่า นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผม
สำหรับผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสถึงเรื่อง"ผีเข้าไว้เหมือนกัน" ตัวอย่างเช่นให้สงฆ์สวดปาติโมกข์ย่อได้ในกรณีที่พระภิกษุถูกผีเข้า
แล้วท่านผู้อ่านล่ะ...
เคยมีประสบการณ์ที่อธิบายไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องผี สิ่งลี้ลับ หรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติบ้างหรือไม่?
เชิญแบ่งปันประสบการณ์กันได้ในช่องแสดงความคิดเห็นครับ
=========================

สำหรับท่านที่สนใจหนังสือที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่ของสำนักพิมพ์ทองใบ

ที่วางจำหน่ายที่ Meb Market

สามารถคลิกเข้าเยี่ยมชมและเลือกซื้อหนังสือในร้านได้เลยครับ



คนอื่นเห็นผี...แต่ผมไม่เห็น

  คนอื่นเห็นผี...แต่ผมไม่เห็น หากพูดถึงเรื่องผี หลายคนอาจคิดว่าผู้ที่กลัวผีมักจะเป็นคนที่มีโอกาสเจอผีมากที่สุด แต่ประสบการณ์ของผมกลับตรงกันข...