วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

#ผีปอบเข้าคน ความทรงจำในวัยเด็กที่บ้านธารามะกอก

 



ผีปอบเข้าคน

ความทรงจำในวัยเด็กที่บ้านธารามะกอก
=======================
เมื่อกล่าวถึงเรื่อง "ผีปอบ" หลายคนอาจนึกถึงนิทานพื้นบ้านหรือภาพยนตร์สยองขวัญ แต่สำหรับคนรุ่นผมที่เติบโตในชนบทเมื่อกว่าหกสิบปีก่อน เรื่องผีปอบไม่ใช่เพียงนิทาน หากเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน
สมัยผมเป็นเด็ก อาศัยอยู่ที่ หมู่บ้านธารามะกอก เดิมขึ้นกับอำเภอบรรพตพิสัย ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ เรื่อง "ผีปอบเข้าคน" เกิดขึ้นให้ได้ยินอยู่เป็นประจำ จนแทบกลายเป็นเรื่องปกติของหมู่บ้าน
ทุกครั้งที่มีข่าวว่ามีคนถูกผีปอบเข้า เด็กๆ อย่างพวกเราจะพากันวิ่งตามผู้ใหญ่ไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้ในใจจะหวาดกลัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะไปยืนแอบอยู่หลังผู้ใหญ่ คอยมองเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้น
จากที่ผมพบเห็น ผู้ที่เชื่อว่าถูกผีปอบเข้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แม้แต่พี่สาวของผมเองก็เคยมีอาการจนชาวบ้านเชื่อว่าถูกผีปอบเข้าสิง
อาการที่ผู้ใหญ่ในสมัยนั้นมักบอกว่าเป็นลักษณะของคนถูกผีเข้า ได้แก่ ไม่กล้าสบตาผู้อื่น หลบหน้าหลบตา พูดจาเปลี่ยนไป บางครั้งพูดเป็นภาษาปกติ บางครั้งพูดด้วยถ้อยคำหรือสำเนียงที่คนรอบข้างไม่คุ้นเคย แต่ยังสามารถสื่อสารโต้ตอบได้
เมื่อเกิดเหตุขึ้น ชาวบ้านจะรีบไปเชิญหมอผี ซึ่งบางครั้งเป็นชาวบ้านผู้มีวิชาอาคม บางครั้งก็เป็นพระสงฆ์ที่ได้รับความนับถือในด้านการปราบสิ่งลี้ลับ
เมื่อหมอผีมาถึง ก็จะจัดเตรียมน้ำมนต์ แล้วให้ช่วยจับผู้ที่เชื่อว่าถูกผีเข้าสิง ผูกข้อมือทั้งสองข้างและข้อเท้าทั้งสองข้างไว้ เพื่อไม่ให้ดิ้นหรือทำอันตรายตนเอง จากนั้นจึงเริ่มพิธีขับผี
หมอผีจะสวดคาถา พร้อมพรมน้ำมนต์ และเริ่มซักถามผู้ที่ถูกผีเข้า
"มาจากไหน"
"ชื่ออะไร"
"มากับใคร"
"เข้าร่างนี้ทำไม"
สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับเด็กอย่างพวกเราคือ ผู้ที่ถูกผีเข้าสามารถตอบคำถามได้ราวกับเป็นคนอีกคนหนึ่ง บางครั้งตอบด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปจากเดิม จนทำให้คนดูขนลุกไปตามๆ กัน
หากผีไม่ยอมออก หมอผีจะนำต้นข่าที่ปลุกเสกด้วยคาถามาแตะหรือตีเบาๆ ตามแขนและลำตัว พร้อมบริกรรมคาถาไปด้วย
ผู้ที่ถูกผีเข้าจะร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด พลางร้องว่า
"จะออกแล้ว... จะออกแล้ว..."
ภาพเหล่านี้ยังติดตาผมมาจนถึงทุกวันนี้
สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านถือเป็นสัญญาณว่าผีกำลังจะออกจากร่าง คือ ผู้ที่ถูกผีเข้าจะลุกขึ้นเดินออกไปปัสสาวะนอกชานบ้านเสียก่อน เพราะในสมัยนั้นตามชนบทยังไม่มีห้องน้ำอย่างทุกวันนี้
เมื่อกลับเข้ามา อาการต่างๆ ก็จะค่อยๆ สงบลง
หลังพิธีเสร็จสิ้น หากถามผู้ที่เพิ่งฟื้นตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าตัวมักตอบด้วยความมึนงงว่าไม่รู้เรื่องเลย จำอะไรไม่ได้ และไม่ทราบว่าตนเองพูดหรือทำอะไรไปบ้าง
เหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้แม่น คือ มีผู้ที่ชาวบ้านเชื่อว่าถูกผีปอบเข้าสิง พูดเล่าว่าตนมาจาก บ้านมาบมะขาม ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราหลายสิบกิโลเมตร
ผีปอบเล่าว่า เดินทางมาโดยอาศัยคนหาบผัก หาบฟัก หาบแฟง หาบแตงกวา มาแลกข้าวสารตามหมู่บ้านต่างๆ
ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงก็คือ ผีปอบระบุชื่อหญิงคนหาบได้ตรงกับความเป็นจริงว่า ชื่อ "อีดีด"
ผู้ใหญ่หลายคนรู้จักหญิงผู้นั้น จึงพากันฮือฮาว่าเป็นเรื่องจริง
เมื่อหมอผีถามต่อว่าเหตุใดจึงยังไม่ไปเกิด ผีปอบตอบว่า
"เมื่อตายแล้ว พ่อแม่ยังเรียกให้มากินข้าวทุกวัน จึงไม่ยอมไปเกิด ยังวนเวียนอยู่กับบ้านพ่อแม่"
คำตอบนี้ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนเชื่อว่า การร้องเรียกหรืออาลัยผู้ตายมากเกินไป อาจเป็นเหตุให้ดวงวิญญาณยังผูกพัน ไม่สามารถจากไปได้ ซึ่งเป็นคติความเชื่อที่เล่าสืบต่อกันมาในชนบทไทย
ปัจจุบัน เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์เหล่านี้อาจมีคำอธิบายในมุมมองที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านความเชื่อ วัฒนธรรมพื้นบ้าน จิตวิทยา หรือการแพทย์ แต่สำหรับเด็กคนหนึ่งในวันนั้น ภาพการขับผีปอบ เสียงสวดคาถา เสียงร้องของผู้ถูกผีเข้า และบรรยากาศยามค่ำคืนในหมู่บ้านชนบท ล้วนเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม
ไม่ว่าผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องผีปอบ เหตุการณ์เหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา ความเชื่อ และวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจในบริบทของยุคสมัยนั้น
====================

สำหรับท่านที่สนใจหนังสือที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่ของ สำนักพิมพ์ทองใบ ที่วางจำหน่ายที่ Meb Market

สามารถคลิกเข้าเยี่ยมชมและเลือกซื้อหนังสือในร้านได้เลยครับ





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คนอื่นเห็นผี...แต่ผมไม่เห็น

  คนอื่นเห็นผี...แต่ผมไม่เห็น หากพูดถึงเรื่องผี หลายคนอาจคิดว่าผู้ที่กลัวผีมักจะเป็นคนที่มีโอกาสเจอผีมากที่สุด แต่ประสบการณ์ของผมกลับตรงกันข...